คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2020

บ่อน้ำพุร้อนฝาง

 

น้ำพุร้อนฝาง

 

” น้ำพุร้อนฝาง “ ตั้งอยู่ภายใน อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มี ความน่าอัศจรรย์อยู่ในตัว ในส่วนตรงที่เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นมาจากหินร้อนเหลวที่อยู่ใต้เปลือกโลก (แม็กม่า) ไหลแทรกมาตามช่องหินขึ้นมาใกล้เปลือกโลก ทำให้ชั้นหินบริเวณนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้น และเมื่อน้ำบาดาลไหลผ่านชั้นหินร้อนดังกล่าว จึงทำให้อุณหภูมิของน้ำนั้นสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดแรงดันมหาศาล และดันตัวเองผ่านรอยแยกของหินแกรนิตขึ้นมาบนพื้นผิวโลก จนเกิดเป็นน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมา โดยมีไอร้อน เป็นควันลอยคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความร้อนของน้ำในบ่อน้ำพุร้อนนั้นมีความร้อนสูงประมาณ 80-100 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

สำหรับ บ่อน้ำพุร้อนฝาง มีมากมายกว่า 50 บ่อ โดยตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปรอบๆ ภายในบริเวณพื้นที่ที่กว้างใหญ่กว่า 10 ไร่ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ได้พัฒนาพื้นที่ให้มีความสวยงามเข้ากับธรรมชาติ โดยทำทางเดินด้วยแนวหิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดิน เข้าไปชมบ่อน้ำพุร้อนได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งบ่อน้ำพุร้อนบางบ่อก็มีขนาดใหญ่ บางบ่อมีขนาดเล็ก แต่ว่าจะมีบ่อใหญ่อยู่หนึ่งบ่อที่จะมี ไอน้ำพุ่งขึ้นสูงกว่า 40-50 เมตร ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ที่ได้มาชม พร้อมกับส่งกลิ่นกำมะถันกระจายไปทั่วและก็มีบางบ่อที่มี อุณหภูมิสูงถึงขนาดสามารถต้มไข่จนสุกได้ภายในระยะเวลาแค่ 10-20 นาที ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ก็ได้จัดเป็นกิจกรรมต้มไข่ ในบ่อน้ำพุร้อนไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ต้องไปให้ได้อีกที่หนึ่งเลย

แหล่งที่มา paiduaykan

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

เกาะไม้ท่อน มัลดีฟส์แห่งอันดามัน สวรรค์แห่งชาวเกาะ !!

 

เกาะไม้ท่อน ที่เที่ยวภูเก็ต หนึ่งในทะเลฝั่งอันดามัน ถือได้ว่าเป็นที่หนึ่งในเรื่องของความสวยงาม ทั้งน้ำทะเลที่ใสสะอาด และความสวยงามของชายหาด สีน้ำที่ตัดกับผืนทรายได้อย่างลงตัว เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวสายทะเลทุกคน

เกาะส่วนตัวเล็กๆ แห่งนี้อยู่ไม่ไกล เพียงใช้เวลาเดินทางจากภูเก็ตแค่ 20 นาที แต่มีธรรมชาติสวยงามและความสุขครบครัน

ใครชอบดำน้ำ ที่นี่มีแนวปะการังน้ำตื้นที่สมบูรณ์มากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี ใครอยากพักผ่อน ที่นี่มีมุมพักผ่อนสวยๆ ที่คลับเฮาส์ริมชายหาด ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม ของว่างอย่างเต็มที่ มีเวลาให้ชิลล์กับวิวสวยๆ ได้นานเท่านาน

เกาะไม้ท่อน

ถือได้ว่าต้องไปสัมผัสกับความงดงามของท้องทะเลอันดามันที่จังหวัดภูเก็ต โดยทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบินไทย บินตรงฟูลเซอร์วิสภายในประเทศ ที่มอบความสบายต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องอาหารการกิน ความสะดวกสบายของที่นั่ง ทำให้เวลาหนึ่งชั่วโมงนิดๆ จากสุวรรณภูมิไปสู่ภูเก็ตนั้น ไร้ซึ่งความเหนื่อยล้า แต่เติมเต็มไปด้วยความสะดวกสบายอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา loveandaman

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

Lake Hillier ทะเลสาบสีชมพู ประเทศออสเตรเลีย

ทะเลสาบสีชมพู

ทะเลสาบสีชมพู เลค ฮิลเลอร์ Lake Hillier ถือได้ว่าเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ตั้งอยู่ในเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะ Recherche Archipelago ที่ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยรวมกันถึง 105 เกาะ ที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ถูกค้นพบครั้งแรกโดยกัปตัน Matthew Flinders ขณะเมื่อเขาขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเกาะในปี 1802

ทะเลสาบแห่งนี้ยังมีความยาวประมาณ 600 เมตร มีขอบแคบๆ ที่ปกคลุมเนินทรายและต้นไม้ที่แยกทะเลสาบออกจากทะเลด้านนอก ขอบทะเลสาบปกคลุมไปด้วยแผ่นเกลือสีขาว ถัดขึ้นไปโดยรอบเป็นป่าต้น Paperbark และต้น Eucalypt ปกคลุมหนาแน่น ชมพูหวานเหมือนนมเย็นน้ำในทะเลสาบมีสีถาวร แม้ตักขึ้นมาเก็บไว้ในภาชนะสีก็ไม่จางหาย ซึ่งสีชมพูนี้เกิดจากความเข้มข้นสูงของเกลือ และแบคทีเรียเช่นกัน

แหล่งที่มา goldtravel

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

London Eye

 

London Eye ลอนดอนอาย  หรือที่รู้จักในชื่อ มิลเลเนียมวีล  เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป มีความสูง 135 เมตร (443 ฟุต) และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากในสหราชอาณาจักร มีผู้มาเยือนมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี ส่วนบัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15 ปอนด์ต่อคน ซึ่งในอดีตเคยเป็นชิงช้าสวรรค์ก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ก่อนจะถูกชิงตำแหน่งไปจากชิงช้าสวรรค์ เดอะ สตาร์ ออฟ นานชาง ในประเทศจีน (160 เมตร) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 ต่อมาภายหลังตำแหน่งตกเป็นของ สิงคโปร์ฟลายเออร์ ในประเทศสิงคโปร์ (165 เมตร) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 อย่างไรก็ตาม ลอนดอน อาย ก็ยังคงได้รับตำแหน่งจากการให้บริการว่า “ชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลก” (เพราะการโครงสร้างทั้งหมดใช้โครงค้ำเหล็กรูปตัว A ในการให้บริการโดยใช้โครงค้ำเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้นไม่เหมือนชิงช้าสวรรค์อื่นๆ ทั่วไป ที่มีโครงค้ำสองข้าง)

ลอนดอน อาย ตั้งอยู่ ณ ที่ฝั่งสุดด้านตะวันตกของสวนจูบิลี่ บนริมฝั่งทางใต้ของแม่น้ำเทมส์ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ระหว่างสะพานเวสต์มินสเตอร์กับสะพานฮันเกอร์ฟอร์ด โดยสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของโดมแห่งการค้นพบ ที่เคยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานนิทรรศการเฟสติวัล ออฟ บริเตน ในปี ค.ศ. 1951

แหล่งที่มา th.wikipedia.org

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ปามุกคาเล (Pamukkale) มหัศจรรย์ ปราสาทปุยฝ้าย แห่ง ตุรกี

เมืองปามุกคาเล

เมืองปามุกคาเล เป็นภาษาตุรกี หมายถึง ปราสาทปุยฝ้าย ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ที่ตะกอนของหินปูนทำปฏิกิริยากับอากาศ จับตัวแข็งกลายเป็นแอ่ง และมีธารน้ำแร่ใต้ดิน

ไหลเอ่อล้นผุดขึ้นมาบนพื้นผิว รวมเป็นแอ่งน้ำหินปูนที่ลดหลั่นกัน กว้าง 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนไหลลงจากผาสูง 100 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะเยือน ปามุกคาเล เพราะน้ำจะขึ้นล้นแอ่ง ส่วนฤดูร้อนนั้นอย่าหวัง และเนื่องจากไม่มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว จึงส่งผลให้ ปามุกคาเล อาจไม่สวยงามเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้รัฐบาลตุรกีและองค์กรยูเนสโกจึงจัดการดูแล มรดกโลก แห่งนี้ ด้วยการจัดระเบียบการท่องเที่ยว โดยสั่งปิดถนนเส้นที่ใกล้กับ แอ่งน้ำ ปามุกคาเล และห้ามรถบัสใหญ่จอดในบริเวณสถานที่ท่องเที่ยว การเข้าชม ปราสาทปุยฝ้าย จึงต้องใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปตามเส้นทางที่กำหนด ประมาณ 1.5 กิโลเมตร
สุดท้ายหากใครฝันอยากไปนอนแช่แอ่ง ปามุกคาเล อาจต้องผิดหวัง เพราะมีมาตรการที่เข้มงวดให้นักท่องเที่ยวทำได้แค่เพียงเดินลุยน้ำแร่อุ่นๆ พอเป็นกระสัย แต่ก็มีบางรายที่แอบฝ่าฝืน จนต้องมีการสอดส่องกันตลอดเวลา ถ้าตระหนักและเห็นใจธรรมชาติ ก็ให้ความร่วมมือเถอะ เพื่อความสวยงามแห่ง ปามุกคาเล จะได้กลับมาเป็นสีสันอีกครั้ง

แหล่งที่มา oceansmile

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

Machu Picchu เมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงกว่า 2,430 เมตรจากระดับน้ำทะเล

 

 

 

มาชูปิกชู

(Machu Picchu) ถือเป็นซากเมืองโบราณของอารยธรรมอินคา อดีตนั้นเมืองแห่งนี้เข้าถึงได้ยาก มีความเร้นลับและมหัศจรรย์ เพราะตั้งอยู่บนภูเขาสูง เป็นภูเขาส่วนหนึ่งในแนวเทือกเขาแอนดีสที่สูงใหญ่ที่สุดในโลก มาชู ปิกชู สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 เคยเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรือง

ในยุคที่อาณาจักรอินคาอยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่เมื่ออาณาจักรอินคาต้องล่มสลายด้วยการขยายอำนาจของสเปน มาชู ปิกชู ก็ถูกทอดทิ้ง กลายเป็นเมืองสาบสูญไปในช่วงศตวรรษที่ 16 และได้กลับกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในฝันของนักเดินทางจากทั่วโลกอีกครั้งหลังจากการค้นพบโดย Hiram Bingham ในปี ค.ศ. 1911

มาชู ปิกชู ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 2,430 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอนดีส ห่างจากเมืองโบราณกุสโก (Cusco) ประเทศเปรู ราว ๆ 70 กิโลเมตร และด้วยความที่ประเทศเปรูเป็น 1 ใน 29 ประเทศและดินแดนที่ผู้ถือพาสปอร์ตไทยจะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่า เพราะฉะนั้นแค่เพียงมีเงินในกระเป๋าและพาสปอร์ตก็สามารถเดินทางไปเที่ยวมาชู ปิกชู ได้แล้ว

ถึงแม้ว่าการค้นพบมาชู ปิกชู จะหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็ยังเป็นซากที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ในสิ่งปลูกสร้างกว่า 200 ตำแหน่ง บนมาชู ปิกชู แสดงให้เห็นถึงการวางผังเมืองที่เยี่ยมยอดของชาวอินคา มีการวางระบบน้ำและการเกษตรกรรมได้อย่างดี มีศูนย์กลางทางศาสนพิธี และยังมีสิ่งก่อสร้างที่เชื่อมโยงต่อเรื่องราวของดาราศาสตร์ด้วย สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ บนมาชู ปิกชู จะถูกสร้างด้วยหินให้ลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ ตามแนวเชิงเขา โดยมีขั้นบันไดหลายพันขั้นเป็นทางเดินเชื่อมต่อ

หากคุณมีโอกาสได้ขึ้นไปเยือนยังมาชู ปิกชู นอกจากความสวยงามและน่าอัศจรรย์ของซากอารยธรรมโบราณแล้ว คุณยังจะได้เห็นวิวของภูเขาน้อยใหญ่ที่อยู่โดยรอบ เห็นเส้นทางถนนคดเคี้ยวที่ลัดเลาะไปมาตามเชิงเขา และยังเห็นแม่น้ำ Urubamba ไหลผ่านตามแนวซอกเขาไปมาอย่างงดงามสุด ๆ ไม่เพียงเท่านั้นหากคุณโชคดียังจะได้พบกับอัลปาก้าและลามา ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเทือกเขาแอนดีส ที่จะมาเดินกินหญ้ารออยู่ที่มาชู ปิกชู อีกด้วย

แหล่งที่มา travel.kapook

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

ภูเขาคิลิมันจาโร เขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา!!!

 

ภูเขาคิลิมันจาโร ถือเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกาเลยก็ว่าได้ ตั้งอยู่ในประเทศแทนซาเนีย กับความสูงถึง 4,900 เมตรจากพื้น และ 5,895 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบการเดินเขา และมีงานวิจัยออกมามากมาย เนื่องจากธารน้ำแข็งที่กำลังละลายจะหายไป

ยอดเขาของภูเขาคิลิมันจาโรมี 3 ยอด คือ ยอดคีโบ (Kibo) ยอดมาเวนซี (Mawenzi) และยอดชีรา (Shira) ซึ่งยอดมาเวนซีและยอดชีรานั้นดับไปแล้ว แต่ยอดคีโบมีโอกาสปะทุอีก

นักเดินเขาไม่ควรพลาด ที่ภูเขาคิลิมันจาโรมีหลายเส้นทางการเดินเขาให้เลือก ทั้ง Lemosho, Lemosho Western-Breach, Machame, Marangu, Mweka, Rongai, Shira, และ Umbwe ซึ่งการเดินเขาที่นี่ใช้เวลาอย่างน้อย 6 วัน เช่น เส้นทาง Marangu ใช้เวลาเดิน 6-7 วัน และเส้นทาง Lemosho ใช้เวลาเดิน 6-9 วัน ร่างกายต้องฟิตหน่อยละนะ

แม้ว่าภูเขาคิลิมันจาโรจะไม่ได้อันตรายเหมือนกับเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาแอนดีส แต่ทั้งความสูง อุณหภูมิต่ำ และลมแรง ก็ยังทำให้การเดินเขาคิลิมันจาโรนั้นเดินค่อนข้างยาก และยังเสี่ยงต่ออาการแพ้ความสูง (altitude sickness) อีกด้วย หากใครจะไปเดินเขา ก็ต้องทำร่างกายให้แข็ง พักผ่อนให้เพียงพอ และปรับสภาพร่างกายให้พร้อม

แหล่งที่มา blesstraveler

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

กำแพงเบอร์ลิน ” กำแพงที่แบ่งโลก! “

 

กำแพงเบอร์ลิน

 

กำแพงเบอร์ลิน  Berlin Wall ถือเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นช่วงสงครามเย็น มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นพรมแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันตกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีตะวันตก กับเยอรมนีตะวันออกที่โอบอยู่โดยรอบ มีความยาวทั้งสิ้น 155 กิโลเมตร เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และ

ปิดกั้นพรมแดนนี้เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนถูกทลายได้ทุบลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532

ในเยอรมนีตะวันออก กำแพง-เบอร์ลิน คือ แนวเขตแดนที่มั่นคง และสัญลักษณ์ของการต่อต้านทุนนิยม มันถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “แนวป้องกันการต่อต้านฟาสซิตส์” แต่สำหรับโลกเสรีแล้ว มันคือ สัญลักษณ์ของความขัดแย้งระหว่างระบบทุนนิยมของยุโรปตะวันตก ภายใต้การนำของ

กับระบบคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต หรือที่เรียกกันว่า สงครามเย็น นั่นเอง กำแพง-เบอร์ลิน ทำให้กรุงเบอร์ลินฝั่งตะวันตก กลายเป็นเสมือน หน้าต่างสู่เสรีภาพ

นับตั้งแต่การสร้างกำแพง-เบอร์ลิน การข้ามผ่านแดนจากเยอรมนีตะวันออก ไปยังเยอรมนีตะวันตก กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากมีการฝ่าฝืนและถูกพบเห็น มีโทษสถานเดียว คือ การยิงทิ้ง ณ บริเวณกำแพงนั่นเอง ตลอดระยะเวลา 28 ปี คาดว่ามีผู้เสียชีวิตที่กำแพง-เบอร์ลินขณะหลบหนีระหว่าง 137 ถึง 206 คน

แหล่งที่มา th.wikipedia

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ไจแอนท์สคอสเวย์ เมืองบุชมิลส์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือ

ไจแอนท์สคอสเวย์

ไจแอนท์สคอสเวย์  (Giant’s Causeway) เป็นแนวหินแท่งหินบะซอลต์ (basalt cliffs) กว่า 40,000 แท่ง ที่เรียงตัวลดหลั่นกันตามแนวชายฝั่งของที่ราบสูงแอนทริม (Antrim) เสาหินแต่ละแท่งมีขนาดไล่เลี่ยกัน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 – 20 นิ้ว ลักษณะตั้งแต่ 3 เหลี่ยมไปจนถึง 12 เหลี่ยม เกิดจากการเย็นตัวของลาวาจากภูเขาไฟที่ระเบิดเมื่อประมาณ 60 ล้านปีก่อน สถานที่แห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก (UNESCO World Heritage) ทางธรรมชาติ ในปี ค.ศ. 1986 ตั้งอยู่ที่เมืองบุชมิลส์ (Bushmills) เขตปกครองแอนทริม (Antrim) ประเทศไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักร

ไจแอนท์ส-คอสเวย์ตั้งอยู่ที่ B147 ถนน Causeway ห่างจากโคเลอร์อีน (Coleraine) 17.7 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถสาธารณะจาก Belfast,Europa Buscentre เมืองเบลฟาสต์ (Belfast) โดยวิธีการเดินทางได้หลายรูปแบบ เช่น

– รถยนต์ส่วนตัว รถยนต์ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง 101.8 กิโลเมตร

– รถโดยสารประจำทาง จาก Belfast,Europa Buscentre เมืองเบลฟาสต์ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถประจำทางมาโดยใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง โดยนั่งรถประจำทางสาย 221 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 35 นาที มาลงที่ Giants Causway The Nook แล้วเดินต่อประมาณ 30 นาที 2.2 กิโลเมตร

– รถไฟ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟเมืองเบลฟาสต์ (Belfast) ชื่อสถานีรถไฟ Botanic Train Station ซึ่งอยู่ใกล้กับ Belfast,Europa Buscentre มายังสถานีโคเลอร์อีน (Coleraine) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากนั้น จึงต่อรถ Ulsterbus Service 172 ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ลงที่ Giants Causeway The Nook เดินต่อมาอีกประมาณ 30 นาที 2.2 กิโลเมตร รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง 42 นาที

เวลาทำการเปิด – ปิด

เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 – 17.00 น.

เดือนมีนาคม – พฤษภาคม เวลา 09.00 – 18.00 น.

เดือนมิถุนายน – กันยายน เวลา 09.00 – 19.00 น.

เดือนตุลาคม เวลา 09.00 – 17.00 น.

เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม เวลา 09.00 – 17.00 น.

ปิดวันที่ 24-26 ธันวาคม

การซื้อบัตรเข้าชม  ผู้ใหญ่ 11 ยูโร  เด็ก 5.75 ยูโร

ครอบครัว (ผู้ใหญ่ 2 คน เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี ไม่เกิน 3 คน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่เสียค่าเข้าชม)

ค่าเข้าชมนี้รวมค่าใช้บริการศูนย์นักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่พาชมสถานที่ เสียงบรรยาย แผ่นพับอธิบายข้อมูล ที่จอดรถ รถชัตเติลบัสจากศูนย์นักท่องเที่ยวมายังบริเวณไจแอนท์-สคอสเวย์ซึ่งจะมีเพิ่มค่าบริการ หากซื้อบัตรเข้าชมแบบกลุ่มตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปหรือจองล่วงหน้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มขึ้น

แหล่งที่มา palanla

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

น้ำตกวิกตอเรีย (Victoria Falls)

 

น้ำตกวิกตอเรีย

 

น้ำตกวิกตอเรีย (Victoria Falls) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งแอฟริกา กำลังเผชิญภัยแล้งจนน้ำแห้งเหือดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
รอยเตอร์รายงานว่า น้ำตก-วิกตอเรีย (Victoria Falls) น้ำตกขนาดใหญ่และมีหน้ากว้างมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังเผชิญกับสภาพภัยแล้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนระดับน้ำของน้ำตกได้ลดลงอย่างน่าตกใจ

เช่นเดียวกับน้ำตกไนแองการ่าที่ตั้งระหว่างสหรัฐและแคนาดา น้ำตก-วิกตอเรียแห่งนี้ ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนหลายล้านคน ให้เดินทางไปเยี่ยมชมน้ำตกแห่งนี้ซึ่งอยู่ระหว่างประเทศซิมบับเวและแซมเบียมีการสร้างโรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย จึงนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญของทั้งสองชาติ

น้ำตก-วิกตอเรีย ซึ่งเคยได้รับเลือกเป็นมรดกโลกในปี 1989 มีอีกชื่อท้องถิ่นว่า โมซิ-โอวา-ทุนยา แปลว่า เสียงร้องคำราม อันมาจากเสียงของสายน้ำขนาดมหึมาที่ไหลลงมาจากความสูงเกือบ 100 เมตร จากแม่น้ำทางใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นเวลานานหลายทศวรรษ แต่กลับพบว่าปัจจุบันแถบไม่เหลือเสียงคำรามเหล่านั้น โดยสภาพของน้ำตกในปัจจุบันมีสภาพไม่ต่างจากโขดหินผาขนาดใหญ่เท่านั้น

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาทั้งแซมเบียและซิมบับเว เผชิญความแห้งแล้งเลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ จนส่งผลให้แม่น้ำแซมบีซี ซึ่งเป็นสายน้ำต้นทางของน้ำตกแห่งนี้มีสภาพแห้งเหือดไม่ต่างกัน แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วระดับน้ำของแม่น้ำจะลดลงบ้างเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง แต่เจ้าหน้าที่กล่าวว่าปีนี้ระดับน้ำลดลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

แหล่งที่มา posttoday

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น