เมืองปามุกคาเล

เมืองปามุกคาเล เป็นภาษาตุรกี หมายถึง ปราสาทปุยฝ้าย ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ที่ตะกอนของหินปูนทำปฏิกิริยากับอากาศ จับตัวแข็งกลายเป็นแอ่ง และมีธารน้ำแร่ใต้ดิน

ไหลเอ่อล้นผุดขึ้นมาบนพื้นผิว รวมเป็นแอ่งน้ำหินปูนที่ลดหลั่นกัน กว้าง 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนไหลลงจากผาสูง 100 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะเยือน ปามุกคาเล เพราะน้ำจะขึ้นล้นแอ่ง ส่วนฤดูร้อนนั้นอย่าหวัง และเนื่องจากไม่มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว จึงส่งผลให้ ปามุกคาเล อาจไม่สวยงามเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้รัฐบาลตุรกีและองค์กรยูเนสโกจึงจัดการดูแล มรดกโลก แห่งนี้ ด้วยการจัดระเบียบการท่องเที่ยว โดยสั่งปิดถนนเส้นที่ใกล้กับ แอ่งน้ำ ปามุกคาเล และห้ามรถบัสใหญ่จอดในบริเวณสถานที่ท่องเที่ยว การเข้าชม ปราสาทปุยฝ้าย จึงต้องใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปตามเส้นทางที่กำหนด ประมาณ 1.5 กิโลเมตร
สุดท้ายหากใครฝันอยากไปนอนแช่แอ่ง ปามุกคาเล อาจต้องผิดหวัง เพราะมีมาตรการที่เข้มงวดให้นักท่องเที่ยวทำได้แค่เพียงเดินลุยน้ำแร่อุ่นๆ พอเป็นกระสัย แต่ก็มีบางรายที่แอบฝ่าฝืน จนต้องมีการสอดส่องกันตลอดเวลา ถ้าตระหนักและเห็นใจธรรมชาติ ก็ให้ความร่วมมือเถอะ เพื่อความสวยงามแห่ง ปามุกคาเล จะได้กลับมาเป็นสีสันอีกครั้ง

แหล่งที่มา oceansmile

 

 

 

มาชูปิกชู

(Machu Picchu) ถือเป็นซากเมืองโบราณของอารยธรรมอินคา อดีตนั้นเมืองแห่งนี้เข้าถึงได้ยาก มีความเร้นลับและมหัศจรรย์ เพราะตั้งอยู่บนภูเขาสูง เป็นภูเขาส่วนหนึ่งในแนวเทือกเขาแอนดีสที่สูงใหญ่ที่สุดในโลก มาชู ปิกชู สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 เคยเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรือง

ในยุคที่อาณาจักรอินคาอยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่เมื่ออาณาจักรอินคาต้องล่มสลายด้วยการขยายอำนาจของสเปน มาชู ปิกชู ก็ถูกทอดทิ้ง กลายเป็นเมืองสาบสูญไปในช่วงศตวรรษที่ 16 และได้กลับกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในฝันของนักเดินทางจากทั่วโลกอีกครั้งหลังจากการค้นพบโดย Hiram Bingham ในปี ค.ศ. 1911

มาชู ปิกชู ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 2,430 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอนดีส ห่างจากเมืองโบราณกุสโก (Cusco) ประเทศเปรู ราว ๆ 70 กิโลเมตร และด้วยความที่ประเทศเปรูเป็น 1 ใน 29 ประเทศและดินแดนที่ผู้ถือพาสปอร์ตไทยจะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่า เพราะฉะนั้นแค่เพียงมีเงินในกระเป๋าและพาสปอร์ตก็สามารถเดินทางไปเที่ยวมาชู ปิกชู ได้แล้ว

ถึงแม้ว่าการค้นพบมาชู ปิกชู จะหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็ยังเป็นซากที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ในสิ่งปลูกสร้างกว่า 200 ตำแหน่ง บนมาชู ปิกชู แสดงให้เห็นถึงการวางผังเมืองที่เยี่ยมยอดของชาวอินคา มีการวางระบบน้ำและการเกษตรกรรมได้อย่างดี มีศูนย์กลางทางศาสนพิธี และยังมีสิ่งก่อสร้างที่เชื่อมโยงต่อเรื่องราวของดาราศาสตร์ด้วย สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ บนมาชู ปิกชู จะถูกสร้างด้วยหินให้ลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ ตามแนวเชิงเขา โดยมีขั้นบันไดหลายพันขั้นเป็นทางเดินเชื่อมต่อ

หากคุณมีโอกาสได้ขึ้นไปเยือนยังมาชู ปิกชู นอกจากความสวยงามและน่าอัศจรรย์ของซากอารยธรรมโบราณแล้ว คุณยังจะได้เห็นวิวของภูเขาน้อยใหญ่ที่อยู่โดยรอบ เห็นเส้นทางถนนคดเคี้ยวที่ลัดเลาะไปมาตามเชิงเขา และยังเห็นแม่น้ำ Urubamba ไหลผ่านตามแนวซอกเขาไปมาอย่างงดงามสุด ๆ ไม่เพียงเท่านั้นหากคุณโชคดียังจะได้พบกับอัลปาก้าและลามา ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเทือกเขาแอนดีส ที่จะมาเดินกินหญ้ารออยู่ที่มาชู ปิกชู อีกด้วย

แหล่งที่มา travel.kapook

 

ภูเขาคิลิมันจาโร ถือเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกาเลยก็ว่าได้ ตั้งอยู่ในประเทศแทนซาเนีย กับความสูงถึง 4,900 เมตรจากพื้น และ 5,895 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบการเดินเขา และมีงานวิจัยออกมามากมาย เนื่องจากธารน้ำแข็งที่กำลังละลายจะหายไป

ยอดเขาของภูเขาคิลิมันจาโรมี 3 ยอด คือ ยอดคีโบ (Kibo) ยอดมาเวนซี (Mawenzi) และยอดชีรา (Shira) ซึ่งยอดมาเวนซีและยอดชีรานั้นดับไปแล้ว แต่ยอดคีโบมีโอกาสปะทุอีก

นักเดินเขาไม่ควรพลาด ที่ภูเขาคิลิมันจาโรมีหลายเส้นทางการเดินเขาให้เลือก ทั้ง Lemosho, Lemosho Western-Breach, Machame, Marangu, Mweka, Rongai, Shira, และ Umbwe ซึ่งการเดินเขาที่นี่ใช้เวลาอย่างน้อย 6 วัน เช่น เส้นทาง Marangu ใช้เวลาเดิน 6-7 วัน และเส้นทาง Lemosho ใช้เวลาเดิน 6-9 วัน ร่างกายต้องฟิตหน่อยละนะ

แม้ว่าภูเขาคิลิมันจาโรจะไม่ได้อันตรายเหมือนกับเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาแอนดีส แต่ทั้งความสูง อุณหภูมิต่ำ และลมแรง ก็ยังทำให้การเดินเขาคิลิมันจาโรนั้นเดินค่อนข้างยาก และยังเสี่ยงต่ออาการแพ้ความสูง (altitude sickness) อีกด้วย หากใครจะไปเดินเขา ก็ต้องทำร่างกายให้แข็ง พักผ่อนให้เพียงพอ และปรับสภาพร่างกายให้พร้อม

แหล่งที่มา blesstraveler

กำแพงเบอร์ลิน

 

กำแพงเบอร์ลิน

 

กำแพงเบอร์ลิน  Berlin Wall ถือเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นช่วงสงครามเย็น มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นพรมแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันตกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีตะวันตก กับเยอรมนีตะวันออกที่โอบอยู่โดยรอบ มีความยาวทั้งสิ้น 155 กิโลเมตร เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และ

ปิดกั้นพรมแดนนี้เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนถูกทลายได้ทุบลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532

ในเยอรมนีตะวันออก กำแพง-เบอร์ลิน คือ แนวเขตแดนที่มั่นคง และสัญลักษณ์ของการต่อต้านทุนนิยม มันถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “แนวป้องกันการต่อต้านฟาสซิตส์” แต่สำหรับโลกเสรีแล้ว มันคือ สัญลักษณ์ของความขัดแย้งระหว่างระบบทุนนิยมของยุโรปตะวันตก ภายใต้การนำของ

กับระบบคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต หรือที่เรียกกันว่า สงครามเย็น นั่นเอง กำแพง-เบอร์ลิน ทำให้กรุงเบอร์ลินฝั่งตะวันตก กลายเป็นเสมือน หน้าต่างสู่เสรีภาพ

นับตั้งแต่การสร้างกำแพง-เบอร์ลิน การข้ามผ่านแดนจากเยอรมนีตะวันออก ไปยังเยอรมนีตะวันตก กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากมีการฝ่าฝืนและถูกพบเห็น มีโทษสถานเดียว คือ การยิงทิ้ง ณ บริเวณกำแพงนั่นเอง ตลอดระยะเวลา 28 ปี คาดว่ามีผู้เสียชีวิตที่กำแพง-เบอร์ลินขณะหลบหนีระหว่าง 137 ถึง 206 คน

แหล่งที่มา th.wikipedia

ไจแอนท์สคอสเวย์

ไจแอนท์สคอสเวย์  (Giant’s Causeway) เป็นแนวหินแท่งหินบะซอลต์ (basalt cliffs) กว่า 40,000 แท่ง ที่เรียงตัวลดหลั่นกันตามแนวชายฝั่งของที่ราบสูงแอนทริม (Antrim) เสาหินแต่ละแท่งมีขนาดไล่เลี่ยกัน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 – 20 นิ้ว ลักษณะตั้งแต่ 3 เหลี่ยมไปจนถึง 12 เหลี่ยม เกิดจากการเย็นตัวของลาวาจากภูเขาไฟที่ระเบิดเมื่อประมาณ 60 ล้านปีก่อน สถานที่แห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก (UNESCO World Heritage) ทางธรรมชาติ ในปี ค.ศ. 1986 ตั้งอยู่ที่เมืองบุชมิลส์ (Bushmills) เขตปกครองแอนทริม (Antrim) ประเทศไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักร

ไจแอนท์ส-คอสเวย์ตั้งอยู่ที่ B147 ถนน Causeway ห่างจากโคเลอร์อีน (Coleraine) 17.7 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถสาธารณะจาก Belfast,Europa Buscentre เมืองเบลฟาสต์ (Belfast) โดยวิธีการเดินทางได้หลายรูปแบบ เช่น

– รถยนต์ส่วนตัว รถยนต์ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง 101.8 กิโลเมตร

– รถโดยสารประจำทาง จาก Belfast,Europa Buscentre เมืองเบลฟาสต์ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถประจำทางมาโดยใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง โดยนั่งรถประจำทางสาย 221 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 35 นาที มาลงที่ Giants Causway The Nook แล้วเดินต่อประมาณ 30 นาที 2.2 กิโลเมตร

– รถไฟ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟเมืองเบลฟาสต์ (Belfast) ชื่อสถานีรถไฟ Botanic Train Station ซึ่งอยู่ใกล้กับ Belfast,Europa Buscentre มายังสถานีโคเลอร์อีน (Coleraine) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากนั้น จึงต่อรถ Ulsterbus Service 172 ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ลงที่ Giants Causeway The Nook เดินต่อมาอีกประมาณ 30 นาที 2.2 กิโลเมตร รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง 42 นาที

เวลาทำการเปิด – ปิด

เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 – 17.00 น.

เดือนมีนาคม – พฤษภาคม เวลา 09.00 – 18.00 น.

เดือนมิถุนายน – กันยายน เวลา 09.00 – 19.00 น.

เดือนตุลาคม เวลา 09.00 – 17.00 น.

เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม เวลา 09.00 – 17.00 น.

ปิดวันที่ 24-26 ธันวาคม

การซื้อบัตรเข้าชม  ผู้ใหญ่ 11 ยูโร  เด็ก 5.75 ยูโร

ครอบครัว (ผู้ใหญ่ 2 คน เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี ไม่เกิน 3 คน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่เสียค่าเข้าชม)

ค่าเข้าชมนี้รวมค่าใช้บริการศูนย์นักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่พาชมสถานที่ เสียงบรรยาย แผ่นพับอธิบายข้อมูล ที่จอดรถ รถชัตเติลบัสจากศูนย์นักท่องเที่ยวมายังบริเวณไจแอนท์-สคอสเวย์ซึ่งจะมีเพิ่มค่าบริการ หากซื้อบัตรเข้าชมแบบกลุ่มตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปหรือจองล่วงหน้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มขึ้น

แหล่งที่มา palanla

น้ำตกวิกตอเรีย

 

น้ำตกวิกตอเรีย

 

น้ำตกวิกตอเรีย (Victoria Falls) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งแอฟริกา กำลังเผชิญภัยแล้งจนน้ำแห้งเหือดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
รอยเตอร์รายงานว่า น้ำตก-วิกตอเรีย (Victoria Falls) น้ำตกขนาดใหญ่และมีหน้ากว้างมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังเผชิญกับสภาพภัยแล้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนระดับน้ำของน้ำตกได้ลดลงอย่างน่าตกใจ

เช่นเดียวกับน้ำตกไนแองการ่าที่ตั้งระหว่างสหรัฐและแคนาดา น้ำตก-วิกตอเรียแห่งนี้ ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนหลายล้านคน ให้เดินทางไปเยี่ยมชมน้ำตกแห่งนี้ซึ่งอยู่ระหว่างประเทศซิมบับเวและแซมเบียมีการสร้างโรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย จึงนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญของทั้งสองชาติ

น้ำตก-วิกตอเรีย ซึ่งเคยได้รับเลือกเป็นมรดกโลกในปี 1989 มีอีกชื่อท้องถิ่นว่า โมซิ-โอวา-ทุนยา แปลว่า เสียงร้องคำราม อันมาจากเสียงของสายน้ำขนาดมหึมาที่ไหลลงมาจากความสูงเกือบ 100 เมตร จากแม่น้ำทางใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นเวลานานหลายทศวรรษ แต่กลับพบว่าปัจจุบันแถบไม่เหลือเสียงคำรามเหล่านั้น โดยสภาพของน้ำตกในปัจจุบันมีสภาพไม่ต่างจากโขดหินผาขนาดใหญ่เท่านั้น

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาทั้งแซมเบียและซิมบับเว เผชิญความแห้งแล้งเลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ จนส่งผลให้แม่น้ำแซมบีซี ซึ่งเป็นสายน้ำต้นทางของน้ำตกแห่งนี้มีสภาพแห้งเหือดไม่ต่างกัน แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วระดับน้ำของแม่น้ำจะลดลงบ้างเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง แต่เจ้าหน้าที่กล่าวว่าปีนี้ระดับน้ำลดลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

แหล่งที่มา posttoday

โคลอสเซียม

 

โคลอสเซียม

 

โคลอสเซียม (Colosseum) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกรุงโรมประเทศอิตาลี ถือเป็นสนามกีฬากลางแจ้งโบราณขนาดใหญ่ยักษ์ ใจกลางเมือง ที่นอกจากจะเคยเป็นสนามประลองอันทรงเกียรติที่โหดเหี้ยมแล้ว ยังได้รับการคัดเลือกจากองค์กร New 7 Wonders ให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย

สนามกีฬาโบราณขนาดใหญ่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซี่ยนแห่งจักวรรดิโรมัน และได้สร้างแล้วเสร็จในสมัยจักรพรรดิไททัสในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือราวๆ ปี ค.ศ. 80 โดยมีลักษณะเป็นอัฒจันทร์รูปวงกลมที่ก่อด้วยอิฐและหินทรายที่มีเส้นรอบวงประมาณ 527 เมตร สูงประมาณ 57 เมตร และสามารถบรรจุคนได้มากถึงประมาณ 50,000 คนเลยทีเดียว

สำหรับการออกแบบ Colosseum แห่งนี้นั้นจัดได้ว่าได้รับการออกแบบที่ชาญฉลาดมาก โดยได้มีการออกแบบให้ผู้ชมได้รู้สึดใกล้ชิดกับนักกีฬาด้วยการออกแบบในส่วนของสนามกีฬาให้เป็นรูปครึ่งวงกลม นอกจากนั้นยังมีการออกแบบทางระบายน้ำที่ดีเพื่อป้องกันน้ำขังในสนามหากเกิดฝนตกอันเป็นต้นแบบของการออกแบบสนามกีฬาอื่นๆ ในปัจจุบันอีกด้วย

Colosseum นี้นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรมในปัจจุบันแล้ว ในอดีตก็จัดได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยโรมันเลยทีเดียว โดยเริ่มแรกนั้นวัตถุประสงค์สำหรับการใช้งานคือสร้างขึ้นสำหรับการประลองฝีมือของเหล่ากลาดิเอเตอร์ หรือการประลองของกษัตริย์ใหม่ที่ต้องการแสดงฝีมือและอำนาจ รวมไปถึงการที่รักโทษที่รอวันประหารชีวิตหรือนักโทษที่ถูกคุมขังขอประลองเพื่อแลกกับอิสรภาพ โดยการประลองนั้นก็มีทั้งประลองกับกลาดิเอเตอร์ผู้แข็งแกร่ง จนไปถึงการประลองกับสัตว์ป่าที่ดุร้ายต่างๆ ซึ่งช่วงหนึ่งที่การประลองเป็นที่นิยมของผู้เข้าชมจนทำให้สัตว์บางชนิดจากหลายๆ ประเทศเกือบสูญพันธ์กันเลยที่เดียว โดยการประลองนั้นผู้ชนะนอกจากจะได้รับอิสรภาพแล้วยังได้รับชื่อเสียงและทรัพย์สินมากมายตามมาอีกด้วย และผลจากการขอประลองเพื่อเรียกร้องอิสระภาพนั้นจึงได้ลามไปถึงการเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาประลองเพื่อยกระดับฐานะด้วย เป็นการประลองที่จะชี้ชะตาชีวิตว่าหากเอาชนะได้ก็เหมือนได้พลิกชีวิตให้มั่งคั่งและมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ถ้าแพ้นั่นอาจหมายถึงการไม่มีชีวิตรอดกันเลยทีเดียว เนื่องจากเคยเป็นสนามประลองมาก่อน Colosseum แห่งนี้จึงมีบริเวณใต้ดินที่มีห้องคุมขังนักโทษหลายร้อยห้องและยังมีกรงสำหรับใช้ขังสัตว์ป่าดุร้ายที่ไว้ใช้สำหรับการประลองการต่อสู้หลายร้อยกรงที่บริเวณชั้นใต้ดินอีกด้วย

แม้ว่าในอดีตนั้น โคลอสเซียมแห่งนี้จะถูกใช้เป็นสนามประลองมือ เป็นสังเวียนเลือดที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน และเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม ไปจนถึงลานประหารชีวิตแต่ในปัจจุบันนั้นที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านโทษประหารชีวิต โดย Colosseum จะมีไฟสีเหลืองส่องสว่างทุกครั้งเมื่อมีการกลับการตัดสินหรือยกเลิกโทษประหารชีวิตจากที่ใดของโลกก็ตาม และในปี 2007 จากผลของการลงคะแนนทั่วโลกจากทั้งทางอินเตอร์เน็ตและมือถือนั้น ทำให้ Colosseum แห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากองค์กร New 7 Wonders ให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อีกด้วย

แหล่งที่มา talontiew

แม่แจ่มนับเป็นอีกหนึ่งอำเภอ

 

แม่แจ่มนับเป็นอีกหนึ่งอำเภอ ที่น่าเที่ยวของเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวที่นี่

ต่างก็อยากจะ ไปสัมผัสกลิ่นไอความเป็นธรรมชาติและความเป็นอยู่เรียบง่ายของวิถีชีวิตผู้คน หากจะพูดว่าความเรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ก็คงจะไม่ผิดนัก แม่แจ่มในวันนี้จึงเป็นอำเภอน่าเที่ยวท่ามกลางการโอบ

กอดของขุนเขาที่แสนอบอุ่น วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ นักท่องเที่ยวทั้งหลายเดินทางสู่แม่แจ่ม อำเภอเล็ก ๆ แต่ความสวยไม่เล็กตาม ที่เที่ยวแม่แจ่ม เชียงใหม่ อำเภอเล็ก ๆ ที่ยังคงความสวยงามของธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่าย ที่ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางไปสัมผัสความสวยงามของแม่แจ่มสักครั้งในชีวิต

แหล่งที่มา travel.kapook

ดอยอินทนนท์

 

ดอยอินทนนท์

 

” ดอยอินทนนท์ “ ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย เพราะจะขึ้นเหนือทั้งทีต้องไปให้สุด ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของภาค

เหนือเลยก็ว่าได้ นอกจากจะไปถ่ายกับป้ายสูงสุดแดนสยามแล้ว ยังมีจุดชมทะเลหมอกที่สวยงาม หรือจะเดินชมความเขียวขจีของผืนป่า ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน และอ่างกา ที่ชวงนี้เปิดให้

เข้าไปเดินเล่นในทุ่งหญ้า สูดอากาศรับลมหนาวอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่มีเจ้าทากตัวน้อยมากวนใจคุณ

อากาศบนยอดดอยนั้น หนาวติดอันดับต้นๆ ของประเทศ อุณภูมิติดลบ จนพบน้ำค้างแข็ง ที่เย็นจัดจนเป็นผลึกใส ถ้าจะไปเที่ยว โปรดเตรียมเสื้อกันหนาวของคุณให้พร้อม แล้วออกไปดูของจริงสักครั้งให้เห็นกับตาของตัวเอง

แหล่งที่มา travel.mthai

นครเปตรา

 

นครเปตรา

 

” นครเปตรา ” อีกหนึ่ง สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก เป็นอันดับต้นๆของโลก นครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขา วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าชมมากที่สุดของประเทศจอร์แดนอีก

ด้วย  นคร-เปตรา หรือ เพตรา ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โดยชาวนาบาเทียน และได้กลายมาเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตลาด ซื้อสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ที่ต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท

เดินทางผ่านมาพบ เห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355นอกจากนี้แล้ว นคร-เปตรา ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศจอร์แดนที่ได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528 และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 นคร-เปตราได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ยุคใหม่ของโลก จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ปัจจุบันนครโบราณแห่งนี้สามารถเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้าเท่านั้น สำหรับการท่องเที่ยวในนคร-เปตรานั้น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ชื่นชมในความงดงามของนครโบราณซึ่งยังคงหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง โดย

เฉพาะจุดเริ่มต้น ของทางเข้าหลักที่เรียกกว่า ซิก เป็นช่องกำแพงในหุบเขามืดสลัวซึ่งมีความสูงประมาณ 91-182 เมตร หรือประมาณ 300-600 ฟุต ซึ่งบางแห่งนั้นมีความกว้างไม่เกิน 3 เมตร อีกด้วย
เมื่อพ้นกำแพงหินคุณจะได้พบกับมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เอล-คาซเนท์ ซึ่งสันนิษฐานว่าจะสร้างในราว

ศตวรรษที่ 1-2 โดยผู้ปกครองเมืองในเวลานั้น เป็นวิหารที่แกะสลักโดยเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูกมีความสูง 40 เมตร และมีความกว้าง 28 เมตร วิหารแห่งนี้ได้ถูกออกแบบโดยได้รับอิทธิพลศิลปะของหลายชาติเข้าด้วยกัน เช่น อิยิปต์ กรีก นาบาเทียน

นอกจากนี้ภายในยังมีสุสานต่างๆ ของชาวนาบาเทียน สุสานกษัตริย์ ชมโรงละครโรมัน ที่แกะสลักจากภูเขาโดยมีแนวราบที่นั่งเท่ากันและมีความสม ดุลย์ได้อย่างน่าทึ่ง สันนิษฐานเดิมทีสร้างโดยชาวนาบาเทียน ต่อมาในสมัยที่โรมันเข้ามาปกครองได้ต่อเติมและสร้างเพิ่มเติม มีที่นั่ง 32 แถว จุผู้ชมได้ประมาณ 3,000 คน

แหล่งที่มา  pptvhd3